History
“ต้องบอกว่าฉันรื่นรมย์อยู่กับธรรมชาติรอบตัวจริงๆค่ะ” Lenka เอ่ยประสานกับเสียงสายลมที่พัดเอื่อยๆ ขณะที่ตัวเธอเองกำลังออกสำรวจชายป่าด้านนอก Woodstock สตูดิโอในนิวยอร์กที่เธอกำลังง่วนอยู่กับการทำงานเพลงในขั้นตอนสุดท้ายสำหรับอัลบั้มแรกในชีวิตที่ใช้ชื่อเดียวกับชื่อของเธอเอง และตอนนี้ก็กำลังปลุกปล้ำอยู่กับเพลงอื่นๆเพิ่มขึ้นอีกสองสามเพลง ด้วยสถานที่ที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติเช่นนี้ ทำให้เธอหวนนึกถึงบ้านเกิดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แน่นอนไม่ใช่บ้านหลังที่เธอมาอาศัยอยู่ที่ลอสแองเจลิส แต่หมายถึงออสเตรเลียที่ที่เธอเติบโตขึ้นต่างหาก.
“พ่อกับแม่ของฉันเป็นฮิปปี้ แล้วพ่อก็สร้างบ้านอยู่ที่ชายฝั่งทางใต้ของนิวเซาธ์เวลส์” เธอเล่า “ถึงตอนนี้ฉันก็ยังคงรู้สึกผูกพันกับที่นั่นมาก แม้ว่าฉันจะย้ายไปอยู่ที่ซิดนีย์ตั้งแต่ตอนอายุเจ็ดขวบแล้วก็ตาม.”
ที่ซิดนีย์ Lenka เติบโตขึ้นกลายเป็นนักแสดงสาวรุ่นที่ฝึกการแสดงมากับนักแสดงยอดฝีมืออย่าง Cate Blanchett หลังจากนั้นเป็นต้นมา เธอก็ได้รับบทแสดงนำหลายๆครั้งทั้งบนเวที ในโทรทัศน์หรือแม้แต่ในภาพยนตร์อินดี้หลายเรื่อง เธอให้คำจำกัดความตัวเองว่าเป็น “นักเรียนศิลปะตัวแอ้” อีกทั้งยังเป็นนักร้อง เป็นมือคีย์บอร์ดให้กับวงอินดี้แนวอิเล็กทรอนิก/แอมเบี้ยนท์ที่ชื่อ Decorder Ring อีกด้วย ในวันนี้เธอได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกสองแบบควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นการย้ายมาอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย รวมไปถึงการได้กลายมาเป็นศิลปินเดี่ยวในที่สุด แต่ไม่ว่าเธอจะเลือกอยู่ที่ไหน ความทรงจำครั้งเก่าก็จะยังคงตามเธอไปไม่เสื่อมคลาย คนอื่นๆอาจจะพยายามหวนระลึกถึงความทรงจำในวัยเยาว์ แต่สำหรับ Lenka เธอไม่เคยหลงลืมมันไปเลยแม้สักนิด.
เสียงร้องที่ลื่นไหลเลี้ยวลดพันพัวอยู่กับเนื้อเพลงให้ความรู้สึกสบายชวนฝันไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่เกาะเกี่ยวอย่างอ้อยอิ่งบนขาของผู้เป็นแม่ หรือบางครั้งเปรียบไปก็เหมือนกับงูที่พันธนาการตัวมันเองเข้ากับเหยื่อไม่มีผิด ไม่ว่าจะเป็นการย้ำเตือนให้นึงถึงความกลัวที่แอบเก็บเอาไว้มานานแสนนาน (อย่างในเพลง “Trouble Is A Friend”) หรือความไร้เดียงสาที่หลงลืมไป (อย่างใน “We Will Not Grow Old”) ดนตรีของเธอราวกับคอยกระตุ้นอารมณ์พื้นฐานที่ยังไม่เคยถูกแปดเปื้อนจากการเสแสร้งหรือความเกลียดชังทั้งมวล ทำให้เผลอยิ้มออกมาได้โดยไม่รู้สึกผิดอะไรอยู่บ่อยครั้งเวลาฟัง.
““Trouble is a friend but trouble is a foe/And no matter what I feed him, he always seems to grow,” เธอร้องมันออกมาพร้อมกับเสียงเปียโนที่ร้อยเรียงขึ้นอย่างชวนให้คลางแคลงใจใน “Trouble Is...” ไวบราโฟน เป็นหนึ่งในเครื่องดนตรีหลายๆชิ้นที่เธอใช้เล่นในอัลบั้ม พลันก่อให้เกิดภาพของป่าทึบอันมืดหม่นขึ้น แต่ด้วยเสียงร้อง “อา-อา-อู” ที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มนั้น ดูเหมือนว่า Trouble ในเพลงต่างหากที่ดูเหมือนจะเจอปัญหาเข้าเสีย เองแล้ว.
“มันเป็นช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้นค่ะ” เธอพูดถึงอัลบั้มของเธอ และดูเหมือนว่าการทำให้อารมณ์ดีขึ้นจะเป็นเรื่องที่เธอค่อนข้างจะถนัดเสียด้วย นั่นรวมไปถึงการสร้างเสียงที่เรียกว่า “หลอนแบบแปลกๆ” (จากนิตยสารโรลลิ่ง สโตน) ให้กับซาวนด์โดยรวมของ Decoder Ring มาถึงสองอัลบั้ม “ฉันไม่ชอบเมื่อเห็นคนหดหู่ ฉันอยากทำให้พวกเขาสดใสขึ้น” เธอว่า พร้อมกับจัดการ Trouble ที่ว่านั้นเสียจนอยู่หมัด.
แม้ว่าในอัลบั้มนี้จะเต็มไปด้วยรักที่ไม่ค่อยจะสมหวัง (เพลง “Wrote Me Out” ที่ร่วมแต่งโดย Hunter Burgan แห่ง AFI ซึ่งต้องบอกว่าแปลกเอาเรื่องทีเดียว) ความเกลียดชังตัวเอง (“Anything I’m Not”) ความสัมพันธ์ ที่มีอุปสรรค (“Dangerous & Sweet” ที่ก็ยังคงร่วมงานกับคนแปลกๆอย่าง Howie Day ในส่วนของนักร้องรับ เชิญ) และความโหยหาที่เกิดจากระยะทางอันห่างไกล (“Skipalong”) แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าฟังแล้วให้ความรู้สึกดีขึ้นเหลือหลายทีเดียว.
ถ้าพูดถึงรูปแบบงานของ Lenka แล้ว ซิงเกิ้ลแรกอย่าง “The Show” มีเนื้อหาที่อาจจะชวนให้หดหู่ เมื่อบอกว่า ชีวิตก็ไม่ต่างอะไรกับการแสดง และบางครั้งมันก็ช่างเลวร้ายได้ใจ แต่แล้วก็กลับโยนส่งมันออกไปอย่างสุขุมนุ่มลึก ก่อนจะโพล่งออกมาแบบทื่อๆ อาจหาญแต่ก็เต็มไปด้วยความยับยั้งชั่งใจเต็มที่ว่า “I want my money back!” “ฉันคิดว่าฉันน่าจะเอาพวกเพื่อนๆฉันมาร้องท่อนนี้ให้เหมือนกับคอรัสในร้านเหล้าเล็กๆเสียเลยด้วยซ้ำ” เธอว่า “Missy Higgins นักร้องเพลงโฟล์กชาวออสเตรเลี่ยนก็เอากับเราด้วยนิดหน่อยเหมือนกันค่ะ.”
“Don’t Let me Fall” ใส่เครื่องสายลงไปด้วยฝีมือของ นักแต่งเพลงและเรียบเรียงเสียงประสานอย่าง David Campbell (หรือที่รู้จักกันดีในนามคุณพ่อของ Beck นั่นเอง) เริ่มจากการเป็นเพลงรักแบบหลอนๆที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ นักสร้างหนัง/นักแสดง/นักศิลปะ/นักเขียน อย่าง Miranda July (ที่รู้จักกันจาก Me And You and Everyone We Know) แล้วพัฒนาไปเป็นเพลงฟังสบายที่มีความปราณีตไม่ต่างอะไรกับเพลงกล่อมเด็ก โปรดิวเซอร์ Mike Elizondo (Fiona Apple, Jay Z) ได้เข้ามาช่วย Lenka ในการทำให้มันมีความขลังมากยิ่งขึ้นด้วยการเรียบเรียงวงดนตรีขึ้นที่สตูดิโอ Capitol Records ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน.
“มันเป็นอะไรที่พิเศษสุดๆเลย กับการได้เข้าไปอยู่ในสตูดิโอพร้อมกับนักดนตรีเครื่องสายถึง 9 คน โดยมี David เป็นผู้ควบคุมเอง” เธอเล่า “ปกติแล้วฉันจะเป็นพวกทำดนตรีเองในโรงรถรกๆ ดังนั้นเรื่องแบบนี้ต้องถือว่าเป็นอะไรที่หรูมากสำหรับฉัน.”
ไหวพริบอันสดใหม่ของ Lenka ยังขยับขายไปในทุกส่วนประกอบของดนตรีของเธอ อย่างในวิดีโออนิเมชั่นที่สร้างจากกระดาษและถ่ายทำแบบสต๊อปโมชั่นที่แปลกประหลาดไม่เหมือนใคร ที่เธอสร้างสวรรค์มันขึ้นมาร่วมกับเพื่อนชาวออสซี่ James Gullier Hancock นักศิลปะแนววิชวลนั่นล่ะ “เราทั้งคู่เป็นเหมือนกับคู่หูทางศิลปะอะไรประมาณนั้นน่ะค่ะ ฉันจะชอบงานสไตล์งานฝีมือ อะไรที่ทำออกมาลวกๆ แบบที่จงใจทำออกมาให้ดูเป็นฝีมือเด็กๆ คล้ายๆกับบางอารมณ์ของงานของ Michel Gondry แบบนั้นแหละ” เธอว่า
ถึงแม้เธอจะมีพ่อเป็นนักดนตรีแจ๊ส ความพยายามในการเล่นดนตรีของ Lenka ตั้งแต่เริ่มกลับกลายเป็นจุดจบ มากกว่า “ฉันถูกบังคับให้เรียนเปียโนกับทรัมเป็ต แต่ฉันเกลียดมันอย่างกับอะไรดี” เธอย้อนกลับไป “พ่อกับแม่ถึงกับต้องต่อรองว่าจะยอมให้ฉันเจาะหูได้ ถ้าหากฉันสอบวิชาดนตรีได้เกรดบี และทันทีที่ฉันได้เกรดบี ฉันก็ไปเจาะหูทันทีพร้อมกับเลิกเรียนมันนับตั้งแต่นั้นเลย.”
ช่วงวัยรุ่นตอนต้น เธอหลงใหลไปกับการแสดง โดยมีแรงบันดาลใจจากการได้เรียนการแสดงร่วมกับ Blanchette ที่ Australian Theatre for Young People “Cate เป็นคนที่น่าหลงใหล เธอเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจและยังเป็นคนที่สนุกมากด้วย เธอทำให้ฉันตกหลุมรักการแสดงชนิดถอนตัวไม่ขึ้น และทำให้ฉันได้งานทำเป็นครั้งแรกด้วย” Lenka เล่า ด้วยการผสมผสานระหว่างโรงเรียนศิลปะบวกกับการแสดง (รวมถึงบทบาทการแสดงในภาพยนตร์อินดี้ที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีกลับมามากมายมาว่าจะเป็น The Dish หรือ Lost Things) ในที่สุด Lenka ก็หนีไม่พ้นดนตรี เมื่อเธอต้องร้องเพลงด้วยในบทบาทของตัวละครหนึ่งที่เธอต้องแสดง เธอจึงเริ่มอัดเดโมในซิดนีย์ และในตอนนั้นเอง มือกลองของเธอที่เป็นสมาชิกของวง Decoder Ring ก็แนะนำให้สมาชิกในวงเลือกเธอให้ร้องเพลงซาวนด์แทร็กประกอบภาพยนตร์อินดี้เรื่อง Somersault เสียเลย ทั้งตัวหนังและซาวนด์แทร็กกวาดรางวัลมามากมาย Lenka และวงจึงได้เดินทางไปอเมริกาในปี 2006 เพื่อไปปรากฏตัวในงาน South by Southwest และออกทัวร์เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ
เธออัดเสียงอัลบั้มชุดที่สองร่วมกับ Decoder Ring ก่อนจะผันตัวเองไปเป็นศิลปินเดี่ยว และกลายเป็น สิ่งที่เธอเรียกว่า “ยิปซี” ที่ต้องเดินทางไปมาระหว่างอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลียเท่าที่งานและวีซ่าของเธอจะเอื้ออำนวย
เธอย้ายไปอยู่ที่ลอสแองเจลิสเมื่อปี 2007 คืนแรกของเธอในแอลเอนั้นน่าจดจำอย่างยิ่ง เพราะบังเอิญเหลือเกินที่คืนนั้น “Follow” ผลงานเก่าของเธอถูกนำมาออกอากาศทางช่อง FX ในซีรี่ส์ Dirt “มันเป็นฉากที่ Courtney Cox กำลังช่วยเหลือตัวเองด้วยไวเบรเตอร์” Lenka เล่าย้อนกลับไป “เราก็เลยได้หัวเราะกันแบบเป็นบ้าเป็นหลัง” Lenka ได้รับความสนใจจากหลายสังกัด แต่เธอกลับรู้สึกว่า Epic น่าจะเหมาะกับเธอมากที่สุด “ตอนที่ฉันเล่าให้พวกเขาฟังถึงวิสัยทัศน์ที่มีต่ออาชีพของฉัน พวกเขาใส่ใจกับมันมาก แล้วก็บอกว่า “เราอยากจะช่วยให้คุณทำให้สำเร็จ” เธอว่า “พวกเขาเป็นค่ายเมเจอร์ แต่กลับมีปรัชญาในการทำงานแบบอินดี้.”
เธอจึงเริ่มบันทึกเสียงอัลบั้มชุดแรกตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาที่มอนทรีอัล ก่อนที่จะเซ็นสัญญาด้วยซ้ำ หลังเสร็จจากการเซสชั่นที่นั่นและที่ลอสแองเจลิส Lenka ก็จบการทำงานอัลบั้มของเธอที่ Woodstock ด้วยเวลาเพียงน้อยนิดที่เหลืออยู่ เธอจึงว่างพอที่จะทำงานเพลงคัฟเวอร์ได้บ้างอย่างไม่น่าเชื่อ (มีตั้งแต่ Gravity Rides Everything ของ Modest Mouse, My Favorite Things จาก The Sound of Music และ Vinceny O’Brien ของ M. Ward) แล้วไหนจะยังง่วนทำอะไรอยู่ในป่าบ้าง ทำวิดีโออะไรนิดๆหน่อยๆที่ดูแล้วน่าจะกลายเป็นที่พูดถึงใน YouTube ทันทีที่เธออีดิตมันเสร็จเรียบร้อยแล้ว Woodstock อาจจะไม่ใช่บ้าน แต่อย่างน้อยตอนนี้มันก็ใกล้เคียงมากที่สุดล่ะ.
Management
Ron Shapiro Management
Ron Shapiro and Joe Hegleman
info@ronshapiro.com
Publicity
Big Hassle
Bobbie Gale
bobbie@bighassle.com
Online
Arjun Pulijal
Epic Records
arjun.pulijal@sonybmg.com
Booking North America
The Agency Group
Jordan Burger and Mike Mori
jordanburger@theagencygroup.com
mikemori@theagencygroup.com
Booking Internationally
International Talent Booking
Tom Taaffe
tom@itb.co.uk
Lenka's Blog